คาสิโนออนไลน์

คาสิโนออนไลน์
คาสิโนออนไลน์

Sunday, April 14, 2019

สมุนไพรแข้งกวางดง

แข้งกวางดง

แข้งกวางดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Wendlandia paniculata (Roxb.) DC. จัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE)



มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กว้างดง ซั่ง จ่อล่อ น้าน (เชียงใหม่), ประดงแดง (สุโขทัย), ฮุนเต้า (เลย), แข้งกวาง (คนเมือง), ไม้กว้าว (คนเมือง, ไทใหญ่), ไม้กว๊าง (ลั้วะ), เส่ควอบอ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) เป็นต้น
ลักษณะของแข้งกวางดง
ต้นแข้งกวางดง จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 3-6 เมตร เรือนยอดเป็นทรงกลมโปร่ง เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลอมเทาแตกเป็นร่องตื้นตามขอบลำต้น พบขึ้นได้ในป่าเบญจพรรณหรือป่าดิบเขา
ใบแข้งกวางดง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ลักษณะของใบเป็นรูปวงรีหรือรูปวงรีแกมใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่มหรือสอบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-12 เซนติเมตร แผ่นใบบาง ท้องใบมน เส้นแขนงใบเป็นร่องลึกชัดเจนข้างละ 10-12 เส้น มีหูใบอยู่ระหว่างก้านใบ
ดอกแข้งกวางดง ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง โดยจะออกที่ปลายกิ่งเป็นสามเหลี่ยม ดอกย่อยมีจำนวนมาก ดอกเป็นสีขาวและมีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยงและกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกออกเป็นแฉก 4-5 แฉก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม
ผลแข้งกวางดง ผลเป็นผลแห้ง ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม แตกออกได้ตามพู ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก จะออกผลในช่วงประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม

สรรพคุณของแข้งกวางดง

ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้ลำต้นแข้งกวางดง นำมาผสมกับสมุนไพรจำพวกประดงรวม 9 ชนิด ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคประดง (ลำต้น)
ลำต้นแข้งกวางดงใช้ผสมกับแก่นขี้เหล็ก แก่นราชพฤกษ์ แก่นมะดูก แก่นไม้เล็ม และรากเดือยหิน นำมาต้มกับข้าว กินข้าวและน้ำเป็นยาแก้ปวดบั้นเอว (ลำต้น)
บางข้อมูลระบุว่า ใบใช้ตำกับเหล้าขาวคั้นเอาน้ำทาแก้โรคผิวหนัง ผดผื่นคัน ส่วนยางที่ได้จากการสับเปลือกใช้เป็นกาวได้ (เป็นข้อมูลจากเว็บไซต์ biogang.net โดยอ้างอิงมาจากเว็บไซต์ pgr.rmutto.ac.th แต่น่าเสียดายที่ลิงก์ต้นฉบับเสีย เลยไม่ทราบว่าข้อมูลส่วนนี้ถูกต้องหรือไม่)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Saturday, April 13, 2019

สมุนไพรกำลังควายถึก

กำลังควายถึก

กำลังควายถึก ชื่อวิทยาศาสตร์ Smilax perfoliata Lour. จัดอยู่ในวงศ์ข้าวเย็นเหนือ (SMILACACEAE)
 มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เครือเดา เดาน้ำ สะเดา (เชียงใหม่), ก้ามกุ้ง (อุตรดิตถ์), เขืองปล้องสั้น (นครราชสีมา), เขือง (ภาคอีสาน), เขืองแดง เขืองสยาม (ภาคกลาง), พอกะอ่ะ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่), หนามป๋าวหลวง (ไทใหญ่) เป็นต้น



ลักษณะของกำลังควายถึก

ต้นกำลังควายถึก จัดเป็นพรรณไม้เถาเกาะเกี่ยวพาดพัน ลำต้นเป็นเถากลมหรือเป็นเหลี่ยมมนเกลี้ยง หรือมีหนามโค้งประปราย หนาประมาณ 0.3-1.2 เซนติเมตร ช่วงระหว่างข้อยาวประมาณ 8-25 เซนติเมตร มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดีย เนปาล จีน ไต้หวัน พม่า และภูมิภาคอินโดจีน ส่วนในประเทศไทยพบได้ทุกภาคของประเทศ โดยมักขึ้นตามป่าดิบ บนพื้นที่ระดับน้ำทะเลจนถึงความสูงประมาณ 1,500 เมตร

ใบกำลังควายถึก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปรีกว้าง รูปรี รูปไข่แกมรี หรือรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือค่อนข้างแหลม มีบ้างที่โคนใบเว้าตื้น ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-13 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-18 เซนติเมตร แผ่นใบหนาแข็ง มีนวลเล็กน้อยแอ่นเป็นร่อง เส้นแขนงใบออกจากโคนใบมีประมาณ 5-7 เส้น นูนเห็นชัดเจนทางด้านล่าง เส้นแขนงใบ 3 เส้นที่อยู่ตรงกลาง โคนเชื่อมกันห่างจากโคนใบประมาณ 0.5-1.3 เซนติเมตร เส้นใบย่อยสานเป็นร่างแห ก้านใบเป็นรูปสามเหลี่ยม ยาวได้ประมาณ 1.5-6 เซนติเมตร ก้านใบตอนโคนแผ่ออกเป็นกาบกว้างประมาณ 0.7-1.2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร ที่โคนกาบเป็นรูปหัวใจเว้าลึกโอบรอบลำต้น ปลายแหลม มีมือพัน 1 คู่ ยาวประมาณ 7-20 เซนติเมตร

ดอกกำลังควายถึก ดอกเป็นแบบแยกเพศ และอยู่ต่างต้นกัน โดยจะออกตามโคนหรือตอนปลายกิ่ง ออกดอกเป็นช่อกระจะรวมที่มีช่อย่อย ๆ แบบช่อซี่ร่ม ช่อยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร ส่วนมากจะมีช่อซี่ร่มประมาณ 1-3 ช่อ แต่ในช่อดอกเพศผู้ช่ออาจยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร และมีช่อซี่ร่มได้ถึง 15 ช่อ และข้อที่ 4-6 ของช่อมีช่อซี่ร่มได้ข้อละ 2-4 ช่อ ที่โคนของแก่นช่อดอกจะมีใบประดับย่อย ลักษณะเป็นรูปไข่ปลายแหลม ยาวประมาณ 0.8-1 เซนติเมตร ก้านช่อดอกแข็ง ยาวประมาณ 2-5 เซนติเมตร ช่อซี่ร่มจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3-5 เซนติเมตร และมีดอกย่อยประมาณ 20-70 ดอก ก้านช่อยาวประมาณ 0.7-1.5 เซนติเมตร วงกลีบรวมมี 6 กลีบ แยกจากกัน เรียงเป็น 2 วง ดอกเพศผู้กลีบรวมจะยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร เมื่อดอกบานกลีบจะโค้งลง กลีบรวมวงนอกเป็นรูปขอบขนาน ปลายมน มีขนาดกว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร ส่วนกลีบรวมวงในจะแคบกว่า และมีเกสรเพศผู้ 6 อัน ส่วนดอกเพศเมียกลีบรวมจะเป็นรูปไข่แกมรูปใบหอก ยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร เมื่อดอกบานกลีบจะกางตรง กลีบรวมวงนอกมีขนาดกว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร ส่วนกลีบรวมในจะแคบกว่า มีรังไข่เป็นรูปรี อยู่เหนือวงกลีบ มี 3 ช่อง ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียมี 3 แฉก มีเกสรเพศผู้ที่ไม่สมบูรณ์ที่มีลักษณะคล้ายเข็ม 3 อัน ยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร

ผลกำลังควายถึก ออกผลเป็นช่อ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม เนื้อผลนุ่ม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียวอ่อน ๆ เมื่อสุกจะเป็นสีแดง ภายในมีเมล็ดประมาณ 1-2 เมล็ด เมล็ดเป็นสีแดงเข้ม ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไข่กลับเกือบกลม มีขนาดกว้างและยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร

สรรพคุณของกำลังควายถึก

ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง (เถาและหัว, เปลือก)
เปลือกใช้เป็นยาบำรุงโลหิต ทำให้ธาตุสมบูรณ์ (เปลือก)
รากเหง้าใช้ปรุงเป็นยาแก้ต่อมน้ำเหลืองภายใน ขับต่อมน้ำในร่างกาย (รากเหง้า)
รากเหง้าใช้ปรุงเป็นยาแก้ฝีภายใน (รากเหง้า)
ใช้เป็นยาบำรุงกำหนัด (เถาและหัว)
ใช้เป็นยาขับโลหิต (เถาและหัว)
น้ำจากยอดที่หักใช้หยดลงบริเวณที่เป็นหูด โดยให้ทำประมาณ 7 วัน หูดจะหาย (น้ำจากยอด)
เปลือกใช้เป็นยาแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย (เปลือก)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Friday, April 12, 2019

สมุนไพรเขียวหมื่นปี

เขียวหมื่นปี


เขียวหมื่นปี ชื่อสามัญ Chinese Evergreen, Aglaonema (อโกลนีมา)
เขียวหมื่นปี ชื่อวิทยาศาสตร์ Aglaonema modestum Schott ex Engl. จัดอยู่ในวงศ์บอน (ARACEAE)

สมุนไพรเขียวหมื่นปี มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ว่านเขียวหมื่นปี, ว่านขันหมาก, มะเขือพ่อค้า บ้วนนีแช, แก้วกาญจนา (เป็นชื่อพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และเป็นราชาแห่งไม้ประดับ), ว่านเหนียนชิง (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของเขียวหมื่นปี

ต้นเขียวหมื่นปี จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็กจำพวกว่าน เป็นต้นไม้ในกลุ่มอโกลนีมา อาจมีความสูงของต้นได้ถึง 1-2 เมตร มียางสีขาว ลำต้นตั้งตรงเป็นไม้เนื้ออ่อน มีข้อถี่ ไม่แยกต้น มีหัวอยู่ใต้ดิน ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ,มีถิ่นกำเนิดในประเทศเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน และแอฟริกา

ใบเขียวหมื่นปี ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปหอกยาวหรือรูปใบพาย ปลายใบแหลม โคนใบค่อย ๆ สอบติดก้านใบแผ่นใบเป็นสีเขียวมีลายสลับกับสีเขียวแกมเทา เส้นใบจมพื้นใบนูนเป็นลอน ขอบใบบิด ลายเส้นใบคล้ายขนนก ลักษณะด้านบนเป็นร่องเล็กน้อย ด้านนอกกลมนูน บริเวณโคนแผ่ออกเป็นกาบสีเขียวออกแดงเรื่อ ๆ โอบหุ้มกับลำต้น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-25 เซนติเมตร ก้านใบยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร ในช่วงแรก ๆ ใบจะเป็นสีเขียว แล้วจะค่อย ๆ พัฒนาการมาเป็นสีสันที่แปลกตาและดูสวยงามมากขึ้นเรื่อย ๆ

ดอกเขียวหมื่นปี ดอกมีลักษณะคล้ายกับดอกไม้ในวงศ์บอนทั่วไป โดยจะออกดอกเป็นดอกเดี่ยวบริเวณง่ามใบ มีกาบหุ้มช่อดอกหรือกาบหุ้มปลีคล้ายดอกหน้าวัว ลักษณะเป็นรูปไข่หรือค่อนข้างกลม มีสีเหลืองนวล ช่อดอกมีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอก ประกอบไปด้วยเกสรเพศผู้ที่อยู่ส่วนบนและเกสรเพศเมียที่อยู่ส่วนล่าง เมื่อต้นมีอายุประมาณ 18-20 เดือน จะเริ่มออกดอก โดยจะสังเกตได้จากยอดที่เกิดใหม่ จะมีใบขนาดเล็กกว่าปกติ หรือที่เรียกว่า "ใบธง" ซึ่งดอกจะเกิดพร้อมกับใบธงนี้

ผลเขียวหมื่นปี ผลมีลักษณะและขนาดเท่ากับลูกหว้าขนาดใหญ่ เมื่อแก่จัดเป็นสีเหลืองแก่

หมายเหตุ : ในวงศ์ต้นว่านกลุ่ม Aglaonema นี้ นอกจากเขียวหมื่นปีแล้ว ยังมีว่านสาวน้อยประแป้ง เขียวหมื่นปีลายแตง เขียวหมื่นปีเงินมาก ล้วนนำมาใช้เป็นยาได้ทุกชนิด แต่ต้องระวังการใช้ เพราะพืชเหล่านี้มีพิษเล็กน้อย และในยาสมุนไพรไทยยังไม่พบคนนำไปใช้เป็นยา


สรรพคุณของเขียวหมื่นปี

รากและใบมีรสจืด ขมเล็กน้อย เป็นยาเย็น มีพิษเล็กน้อย ใช้เป็นยาดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ไทฟอยด์ (ราก, ใบ)
ใช้เป็นยาแก้อาการไอเป็นเลือด แก้อาการไอเนื่องจากปอดมีความร้อน แก้ไอหืดหอบ (ราก, ใบ)
ใช้เป็นยาแก้คอเจ็บ คอบวมอักเสบ ด้วยการใช้รากเขียวหมื่นปีนำมาล้างให้สะอาด ตำให้แหลกคั้นเอาน้ำ ผสมกับน้ำเย็น ใส่เกลือเล็กน้อย นำมาใช้เป็นยาอมกลั้วคอ (ราก)
ใช้เป็นยาแก้คอตีบ ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 8-20 กรัม ตำให้แหลก นำมาต้มกับน้ำรับประทานหรือนำมาคั้นเอาน้ำแล้วผสมกับน้ำส้มสายชูเล็กน้อย ใส่น้ำเย็น แล้วนำมาอมกลั้วคอ (ใบ)
ใช้เป็นยาแก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ (ราก, ใบ)
 ใบนำมาตำให้แหลกผสมกับเหล้าขาว ใช้พอกแผลสด ปิดบาดแผลที่ถูกของมีคม แล้วเอาผ้าพันไว้ให้แน่น เมื่อหายเจ็บแล้วค่อยนำผ้าพันแผลออก จะเห็นว่ารอยแผลเชื่อมสนิทหรือเป็นรอยเล็กน้อย แต่ไม่อักเสบ หรือเจ็บปวด และเมื่อแผลแห้งและตกสะเก็ดจะไม่เป็นแผลเป็น (ใบ)[2]
ใช้เป็นยาแก้ฝีบวมช้ำ แมลงกัดต่อย สุนัขหรืองูกัด ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำให้แหลก คั้นเอาน้ำผสมกับน้ำตาลเล็กน้อย รับประทานแต่น้ำ ส่วนกากที่เหลือให้นำมาพอกบริเวณบาดแผล (ใบ) บ้างใช้ลำต้นนำมาบดให้เป็นแป้งเหนียว ใช้เป็นยาทาบริเวณที่ถูกสุนัขกัดเพื่อรักษาบาดแผล (ต้น)
ใบใช้ภายนอกเป็นยาแก้ฝี หนอง ฝีหนองบนผิวหนัง (ใบ)
ใบนำมาบดใช้เป็นยาแก้ลดบวม พอกแก้อาการเคล็ดบวม รักษาข้อเคล็ดอักเสบ บวม (ใบ)
น้ำคั้นจากต้นจะมีฤทธิ์ระคายผิวหนัง ในรายที่เป็นโรคข้ออักเสบ จะช่วยทำให้เลือดมาเลี้ยงดีขึ้น (ต้น)
ขนาดและวิธีใช้ : การใช้ตาม ใบแห้งให้ใช้ 6-15 กรัม ส่วนใบสดให้ใช้ 15-30 กรัม (โดยส่วนมากจะใช้ยาจากต้นสดมากกว่า) ส่วนการนำมาใช้ภายนอกให้นำมาตำพอกบริเวณที่เป็น

ข้อควรระวัง : การนำมาใช้เป็นยาภายในต้องระวังให้มาก อย่าใช้นานเกินควร เนื่องจากยานี้จะทำให้เลือดเย็น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Thursday, April 11, 2019

สมุนไพรเขยตาย

เขยตาย ชื่อวิทยาศาสตร์ Glycosmis pentaphylla (Retz.) DC. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Glycosmis arborea (Roxb.) DC.) จัดอยู่ในวงศ์ส้ม (RUTACEAE)



 มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ส้มชื่น ศรีชมชื่น น้ำข้าวต้น พิษนาคราช พุทธรักษา (สุโขทัย), ประยงค์ใหญ่ (กรุงเทพฯ), กระรอกน้ำ กระรอกน้ำข้าว (ชลบุรี), มันหมู (ประจวบคีรีขันธ์), เขนทะ ส้มชื่น (ภาคเหนือ), ส้มชื่น (ภาคอีสาน), กระโรกน้ำข้าว เขยตายแม่ยายชักลาก ลูกเขยตาย น้ำข้าว (ภาคกลาง), เขยตายแม่ยายชักปรก ลูกเขยตาย ลูกเขยตายแม่ยายทำศพ ต้มชมชื่น น้ำข้าว โรคน้ำเข้า หญ้ายาง (ภาคใต้), ชมชื่น เขยตายแม่ยายปรก ลูกเขยตายแม่ยายทำศพ ตาระเป (บางภาคเรียก), ต้นเขยตาย (ตามตำรายาเรียก) เป็นต้น

ข้อควรรู้ : เหตุที่ได้ชื่อว่า "เขยตาย" นั้น สืบเนื่องมาจากมีตำนานเล่าว่า ลูกเขยกับแม่ยายไปทำไร่บนเขาด้วยกัน ขากลับลูกเขยถูกงูกัดตาย แม่ยายจึงตัดต้นไม้มาคลุมร่างเอาไว้กันอุจาด แล้วจึงไปตามคนในหมู่ เมื่อกลับไปที่เกิดเหตุก็พบว่าลูกเขยฟื้นขึ้นมาแล้ว เนื่องจากต้นไม้ที่แม่ยายชักปรกไว้นั้น มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษ

ลักษณะของเขยตาย

ต้นเขยตาย จัดเป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 2-4 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำตั้งแต่โคนต้นเป็นพุ่มเตี้ย ลำต้นเป็นเหลี่ยม เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลอมเทา ผิวลำต้นตกกระเป็นวงสีขาว ใบออกดกทึบ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ตอนกิ่ง และปักชำ เป็นพืชในเขตร้อนของทวีปเอเชียและออสเตรเลีย พบได้ในอินเดีย พม่า จีนตอนใต้ ประเทศในแถบคาบสมุทรอินโดจีน สุมาตราและชวา ส่วนในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าโปร่ง ป่าเบญจพรรณ ตามชายป่าและหมู่บ้าน


ใบเขยตาย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับตรงข้ามหรือกึ่งตรงข้าม มีใบย่อยประมาณ 3-5 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลมถึงกลม โคนใบสอบเรียว ส่วนขอบใบเรียบหรือมีรอยจักตื้น ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-14 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ ผิวใบทั้งสองด้านมีจุดต่อม หลังใบเรียบลื่นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนท้องใบเรียบเป็นสีอ่อนกว่า ใบด้านบน ๆ จะมีสีแดงที่ฐาน

ดอกเขยตาย ออกดอกเป็นช่อเชิงลดแยกแขนงหรือออกเป็นกระจุกประมาณ 12-15 ดอก ยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็กเป็นสีขาว มีกลิ่นหอม โดยจะออกตามซอกใบและที่ปลายกิ่ง กลีบดอกเป็นสีขาว มี 5 กลีบ ขนาด 4-5 x 2-2.5 มิลลิเมตร เรียงซ้อนกันเป็นวง ผิวมีต่อมจุด รูปไข่กลับ ส่วนกลีบเลี้ยงที่โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ยาวประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร รูปแหลมกึ่งรูปไข่ มีขนอ่อนที่ส่วนปลาย มีใบประดับหุ้ม โดยชั้นบนจะมี 5 กลีบใหญ่ และมีส่วนย่อยเล็ก ๆ หลายอัน มีต่อมซึ่งเป็นร่อง ส่วนก้านชูดอกสั้นมาก เกสรเพศเมียออกเรียงเป็นวง ตรงกลางแกนดอกมีเกสรเพศผู้เป็นแท่ง ส่วนรังไข่มีขนาดกว้างประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร เป็นรูปไข่ ดอกมีเกสรเพศผู้ 8-10 อัน ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน


ผลเขยตาย ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมขนาดเล็ก มีขนาดกว้างประมาณ 1-1.2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.18 เซนติเมตร ปลายผลแหลม ผิวผลเรียบ ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูใส ฉ่ำน้ำ มีรสหวาน ภายในผลมีเมล็ดสีดำ 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะกลม เป็นลาย ติดผลในช่วงประมาณเดือนมีนาคม

สรรพคุณของเขยตาย

ใบใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้เบาหวาน (ใบ)
รากมีรสเมาขื่นปร่า ใช้เป็นยาแก้ไข้กาฬ ไข้รากสาด และเป็นยาลดไข้ (ราก)
รากและใบใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ แก้ไข้ (ราก, ใบ)
รากและใบใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคบิดท้องเดิน (ราก, ใบ)
ในบังกลาเทศจะใช้น้ำคั้นจากใบผสมกับน้ำตาล ใช้กินตอนท้องว่างเพื่อถ่ายพยาธิตัวกลม แก้ไข้ (ใบ)
เนื้อไม้ เปลือกต้น และราก มีสรรพคุณเป็นยาขับน้ำนม (เนื้อไม้, เปลือกต้น, ราก)
น้ำคั้นจากใบใช้ผสมกับน้ำตาลกินตอนท้องว่างเป็นยาแก้โรคตับ (ใบ)
เปลือกต้นมีรสเมาร้อน ใช้เป็นยาแก้ฝีทั้งภายในและภายนอก (เนื้อไม้, เปลือกต้น)
รากใช้ฝนทาแก้โรคผิวหนังพุพอง ทาแผลที่อักเสบ (ราก)
ใบนำมาบดผสมกับขิง ใช้รักษาผิวหนังอักเสบ เป็นตุ่มพุพอง หรือคันอักเสบ (ใบ)
รากใช้เป็นยากระทุ้งพิษ แก้พิษฝีทั้งภายในและภายนอก ใช้ฝนกับน้ำกินและทาแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น พิษงู (จากงูที่มีพิษไม่รุนแรง) พิษตะขาบกัด พิษปลาดุกแทง ปลาแขยงปักมือ ฯลฯ หรือจะนำรากมาตำใส่น้ำมะนาวหรือเหล้าพอกทิ้งไว้สักครู่ก็ได้ อาการก็จะหาย (ราก)หรือใช้เปลือกต้นเป็นยากระทุ้งพิษ แก้พิษงูหรือพิษนาคราช แก้พิษต่าง ๆ แก้พิษไข้ (เปลือกต้น)
ใบนำมาขยี้หรือบดผสมกับเหล้าขาวหรือแอลกอฮอล์หรือน้ำมะนาว ใช้เป็นยาทารักษางูสวัด เริม ไฟลามทุ่ง ขยุ้มตีนหมา ลมพิษ (ใบ)
ตำรายาไทยจะใช้รากเป็นยาแก้ฝีที่นม ตัดรากฝีที่นม เกลื่อนฝีให้ยุบ ยับยั้งเชื้อไวรัสบางชนิด (ราก)
ดอกและผลมีรสเมาร้อน ใช้เป็นยาแก้หิด (ดอกและผล)
ข้อควรระวัง : ยางจากทุกส่วนของลำต้นมีฤทธิ์ทำให้อาเจียน เพ้อคลั่งและเสียชีวิตได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Wednesday, April 10, 2019

สมุนไพรเอื้องเข็มแสด

เอื้องเข็มแสด

เอื้องเข็มแสด ชื่อวิทยาศาสตร์ Ascocentrum miniatum (Lindl.) Schltr. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Ascocentrum miniatum (Lindl.) Schltr. ex J.J. Sm., Gastrochilus miniatus (Lindl.) Kuntze, Saccolabium miniatum Lindl.) จัดอยู่ในวงศ์กล้วยไม้ (ORCHIDACEAE)


 มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า พุ่มสุวรรณ เอื้องไข่เหลือง เอื้องมันปู เอื้องฮางคาง (เชียงใหม่), เอื้องฮ่องคำ (ลำปาง), เอื้องเหลืองพระฝาง (กรุงเทพฯ), เข็มเหลือง, เข็มแสด, สุขสำราญ เป็นต้น

ลักษณะของเอื้องเข็มแสด
ต้นเอื้องเข็มแสด จัดเป็นกล้วยไม้อิงอาศัยที่อยู่ในสกุลเข็ม มีความสูงได้ประมาณ 10-20 เซนติเมตร ลำต้นเรียว รากเป็นแบบรากอากาศ มีเขตการกระจายพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค ยกเว้นทางภาคตะวันออก โดยมักขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าดิบแล้ง และตามป่าเบญจพรรณ ทั้งในลักษณะภูมิประเทศที่ราบและที่เป็นภูเขา จึงสามารถปลูกเลี้ยงได้ดีในทุกภาคของประเทศ

ใบเอื้องเข็มแสด ใบออกเรียงสลับในระนาบเดียวกันและซ้อนกัน ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบตัดเป็นจักแหลม ด้านล่างเป็นสันเหลี่ยม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร แผ่นใบหนาแข็งเป็นสีเขียวแก่ ใบพับเป็นร่อง และอาจมีสีม่วงบ้างเล็กน้อยเมื่ออยู่ในสภาพอากาศแห้งแล้ง

ดอกเอื้องเข็มแสด ออกดอกเป็นช่อตั้งตามซอกใบ ยาวประมาณ 12-15 เซนติเมตร มีดอกประมาณ 20-50 ดอกต่อช่อ ช่อดอกมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก กลีบดอกหนา กลีบเลี้ยงและกลีบดอกเป็นมันสีส้มหรือสีเหลืองอมส้ม กลีบปากเป็นสีแสด ฝาปิดกลุ่มเรณูเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร โดยจะออกดอกในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน

สรรพคุณของเอื้องเข็มแสด
ในหนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย ระบุว่า รากของพรรณไม้ชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ascocentrum miniatum (Lindl.) (ตามตำราเรียกต้น "เข็มเหลือง") มีสรรพคุณใช้ปรุงเป็นยารักษาฝีกาฬจับหัวใจ (ราก)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Tuesday, April 9, 2019

สมุนไพรเข็มเศรษฐี

เข็มเศรษฐี 


ชื่อวิทยาศาสตร์ Ixora macrothyrsa (Teijsm. & Binn.) T.Moore (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Pavetta macrothyrsa Teijsm. & Binn.) จัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE) มีชื่อเรียกอื่นว่า เข็มแดง

ลักษณะของเข็มเศรษฐี
ต้นเข็มเศรษฐี จัดเป็นพรรณไม้พุ่ม มีความสูงได้ประมาณ 2-4 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มเตี้ย ๆ เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลเข้ม

ใบเข็มเศรษฐี ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6-9 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร หลังใบและท้องใบเรียบ มีหูใบอยู่ระหว่างก้านใบ

ดอกเข็มเศรษฐี ออกดอกเป็นช่อ โดยจะออกที่ปลายยอด ดอกย่อยเป็นสีแดง กลีบดอกมี 4 กลีบ โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาวสีแดง ปลายกลีบแหลม ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นสีแดงเข้ม ปลายแยกออกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก ดอกมีเกสรเพศผู้ติดอยู่ระหว่างกลีบดอกมี 4 อัน

ผลเข็มเศรษฐี ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม ผิวผลเรียบ ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด

สรรพคุณของเข็มเศรษฐี

รากมีรสเย็นหวาน ใช้เป็นยาบำรุงธาตุไฟ (ราก)
รากใช้เป็นยาแก้โรคตา (ราก)
ใช้เป็นยาแก้เสมหะและกำเดา (ราก)
รากและดอกใช้เป็นยาแก้บิด (รากและดอก)
ใช้เป็นยาแก้บวม (ราก)

ประโยชน์ของเข็มเศรษฐี

ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป จัดว่าเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ตามความเชื่อโบราณถือว่าดอกเข็มที่แหลมเรียว เปรียบเสมือนการมีปัญญาที่เฉียบแหลม ดอกเข็มจึงถูกยกย่องให้เป็นดอกไม้ประจำวันครู และมักถูกนำไปใช้บูชาพระและประดับแจกัน หรือใช้ในงานพิธีกรรมต่าง ๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Monday, April 8, 2019

สมุนไพรเข็มแดง

เข็มแดง 


ชื่อวิทยาศาสตร์ Ixora lobbii Loudon (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Ixora lobbii var. angustifolia King & Gamble) จัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE)


 มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เงาะ (สุราษฎร์ธานี), จะปูโย (มลายู-นราธิวาส), ตุโดบุโยบูเก๊ะ (มลายู), เข็มดอกแดง เป็นต้น

ลักษณะของเข็มแดง

ต้นเข็มแดง จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลักษณะต้นนั้นจะคล้ายกับเข็มขาว ถ้ามีอายุหลายปีอาจมีขนาดของต้นเท่ากับต้นมะม่วงได้ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง หรือปักชำ เป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในจังหวัดสระบุรี และมีขึ้นปรปรายในจังหวัดต่าง ๆ โดยนิยมนำมาปลูกกันตามชนบท ชอบขึ้นเองตามป่าราบและป่าเบญจพรรณ

ใบเข็มแดง ใบมีลักษณะหนายาวและแข็งเป็นสีเขียวสด ปลายใบแหลม
ดอกเข็มแดง ออกดอกรวมกันเป็นช่อใหญ่มีสีแดงเข้ม ดอกจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกเข็มขาวมาก แต่จะไม่มีกลิ่นหอม
ผลเข็มแดง ผลมีลักษณะกลม ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ

หมายเหตุ : รูปที่ใช้ประกอบเป็นรูปจากต้นเข็มแดงที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ Ixora Lobbii

สรรพคุณของเข็มแดง

รากใช้ปรุงเป็นยาบำรุงไฟธาตุ (ราก)
รากใช้เป็นยารักษาตาพิการ (ราก)
รากใช้เป็นยาแก้เสมหะและกำเดา (ราก)
รากใช้เป็นยาบรรเทาอาการบวม (ราก)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Saturday, April 6, 2019

สมุนไพรเข็มขาว

เข็มขาว ชื่อสามัญ Siamese white ixora



เข็มขาว ชื่อวิทยาศาสตร์ Ixora lucida R.Br. ex Hook.f. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Ixora ebarbata Craib) จัดอยู่ในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE)

มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า เข็มพระราม (กรุงเทพฯ), เข็มปลายสาน (ปัตตานี), เข็มขาว (นครศรีธรรมราช), เข็มขาว (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), เข็มไม้ (ไทย) เป็นต้น

ลักษณะของเข็มขาว
ต้นเข็มขาว จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ขึ้นเป็นพุ่มแน่น แตกกิ่งใกล้ผิวดินจำนวนมาก ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร เปลือกต้นเป็นสีดำ รากมีรสหวาน มีหูใบ 2 ข้าง น้ำยางใส ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง และปักชำ เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนชุ่มชื้น มีแสงแดดจัด ทนแล้งได้ดี เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามธรรมชาติในป่าราบหรือตามป่าเบญจพรรณ


ใบเข็มขาว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปรีขอบขนาน ปลายใบมน แหลม หรือเรียวแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ผิวใบค่อนข้างหนา

ดอกเข็มขาว ออกดอกรวมกันเป็นช่อแบบซี่ร่มขนาดใหญ่แน่นทึบ ก้านดอกยาวกว่าดอกเข็มชนิดอื่น ๆ ดอกย่อยเป็นรูปหลอดปลายแยกออกเป็นกลีบ 4-5 กลีบ ดอกเป็นสีขาวและมีกลิ่นหอม


ผลเข็มขาว ลักษณะของผลเป็นรูปรี มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.8 เซนติเมตร มีเนื้อนุ่ม ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลแก่เป็นสีดำ
สรรพคุณของเข็มขาว
รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาช่วยเจริญอาหาร (ราก)
ใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคตาต่าง ๆ (ราก)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Friday, April 5, 2019

สมุนไพรขี้อ้าย

ขี้อ้าย ชื่อวิทยาศาสตร์ Terminalia nigrovenulosa Pierre (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Terminalia hainanensis Exell, Terminalia obliqua W. G. Craib, Terminalia triptera Stapf, Terminalia tripteroides W. G. Craib) จัดอยู่ในวงศ์สมอ (COMBRETACEAE)




 มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า กำจาย (เชียงใหม่), สลิว (ตาก), แสนคำ แสงคำ สีเสียดต้น (เลย), หนามกราย (นครราชสีมา), หอมกราย (จันทบุรี), ขี้อ้าย หานกราย (ราชบุรี), เบน เบ็น (สุโขทัย), มะขามกราย หามกราย หนามกราย (ชลบุรี), ประดู่ขาว (ชุมพร), แฟบ เบ็น (ประจวบคีรีขันธ์), ตานแดง (ประจวบคีรีขันธ์, สุราษฎร์ธานี, สงขลา), คำเจ้า พระเจ้าหามก๋าย พระเจ้าหอมก๋าย ปู่เจ้า ปู่เจ้าหามก๋าย สลิง ห้ามก๋าย (ภาคเหนือ), แสงคำ แสนคำ สังคำ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), กำจำ (ภาคใต้), แนอาม (ชอง-จันทบุรี), หนองมึงโจ่ หนองมึ่งโจ่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) เป็นต้น

ลักษณะของขี้อ้าย

ต้นขี้อ้าย จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 5-25 เมตร ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง ส่วนโคนต้นที่มีพูพอนขนาดเล็ก มักมีกิ่งย่อยรอบ ๆ ลำต้นทางด้านล่าง และจะร่วงโรยไปเมื่อแก่ เมื่อสับจะมียางสีแดงส้มชัดเจน เปลือกต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลหรือสีเทา และมีรอยแตกตามยาวแบบตื้น ๆ เปลือกด้านในเป็นสีน้ำตาลแดง กิ่งอ่อนมีขนสั้นนุ่ม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อน กระจายพันธุ์ในอินเดีย พม่า จีนตอนใต้ ภูมิภาคอินโดจีน และในคาบสมุทรมลายู ส่วนในประเทศไทยพบได้ทุกภาค โดยมักขึ้นกระจายพันธุ์ทั่วไปในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าคืนสภาพ ป่าดงดิบแล้งบนเขาหินทรายและหินปูน จนถึงระดับความสูงประมาณ 1,000 เมตร ชอบแสงแดดจัด
กราย

ใบขี้อ้าย ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกันหรือออกเกือบตรงกันข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปมนแกมรูปไข่ ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบเข้าหากันเป็นรูปลิ่ม ส่วนขอบใบเรียบ มีต่อมหนึ่งคู่ที่บริเวณขอบใบใกล้ ๆ กับโคนใบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร เนื้อใบบางคล้ายกระดาษ ใบอ่อนปกคลุมไปด้วยขนสีน้ำตาลหนาอ่อนหนาแน่น และจะร่วงไปเมื่อใบมีอายุมากขึ้น เส้นแขนงใบมีข้างละ 8-10 เส้น ใบแก่ก่อนร่วงเป็นสีเหลือง ก้านใบมีขนาดเล็กเรียวและยาวได้ประมาณ 0.5-3 เซนติเมตร

ดอกขี้อ้าย ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ออก 3-6 ช่อ ตามซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง ช่อดอกย่อยแบบช่อเชิงลด ขนาดยาวประมาณ 3-6 เซนติเมตร แกนกลางช่อมีขนสั้นนุ่ม ช่อดอกย่อยช่อเชิงลดยาวประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร แต่ละช่อมีดอกประมาณ 4-5 ดอก ดอกเป็นสีเหลืองอ่อนและมีกลิ่นหอม มีใบประดับเป็นรูปเส้นด้าย ยาวได้ประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงที่โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 0.8-1 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็น 5 แฉกรูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกไม่มี ด้านในมีขน ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน มีขนาดยาวเท่า ๆ กลีบเลี้ยง อับเรณูติดไหวได้ จานฐานดอกขอบหยักมน มีขนยาวหนาแน่น รังไข่อยู่ใต้วงกลีบ ยาวประมาณ 0.8-1 มิลลิเมตร เกลี้ยง มีช่อง 1 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 2-3 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 2.5-3 มิลลิเมตร โดยจะออกดอกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม

ผลขี้อ้าย ผลเป็นแบบผลผนังชั้นในแข็ง ลักษณะของผลเป็นรูปกระสวย ขอบขนาน หรือเบี้ยว ผลมีปีก 3 ปีก ปีกบาง แต่ละปีกทำมุมเกือบเท่ากัน สีน้ำตาลอ่อน เปลือกผลเหนียว ผิวเกลี้ยง ผลอ่อนเป็นสีเขียวอมเหลือง ส่วนผลแก่เป็นสีน้ำตาล ผลเมื่อแก่จะไม่แตกออก ขนาดของผลรวมทั้งปีกจะมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.5-2.5 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดเป็นสีขาว มีลักษณะเป็นรูปรี โดยจะออกผลในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม

สรรพคุณของขี้อ้าย

เปลือกมีรสฝาด ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ (เปลือก)
เปลือกใช้กินกับหมาก แก้ปากเปื่อย (เปลือก)
เปลือกใช้เป็นยากล่อมเสมหะและอาจม (เปลือก)
ผลมีรสฝาด ใช้เป็นยาแก้เสมหะเป็นพิษ (ผล)
เปลือกใช้เป็นยาแก้ท้องร่วง รักษาโรคบิด แก้บิดปวดเบ่ง (เปลือก, ผล) หากมีอาการท้องร่วงอย่างแรง เป็นบิด ปวดเบ่ง ท้องเดิน ให้นำผลมารับประทานก็จะหาย (ผล)
ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (เปลือก)
ใช้เป็นยาคุมธาตุและให้อุจจาระเป็นก้อน แก้อุจจาระเป็นฟอง (เปลือก)
ผลใช้เป็นยาแก้อุจจาระเป็นมูกเลือด (ผล)
เปลือกใช้ภายนอกเอาน้ำต้มเปลือกใช้ชะล้างบาดแผลเรื้อรังและช่วยห้ามเลือด (เปลือก)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Thursday, April 4, 2019

สมุนไพรขี้เหล็กเลือด

ขี้เหล็กเลือด 

ชื่อวิทยาศาสตร์ Senna timoriensis (DC.) H.S.Irwin & Barneby (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Cassia timoriensis DC.) จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE)



 มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขี้เหล็กคันชั่ง ขี้เหล็กตาซี ขี้เหล็กแดง ขี้เหล็กยายชี ขี้เหล็กปันช่าง บี้ตะขะ ช้าขี้เหล็ก ขี้เหล็กแมลงสาบ (เชียงใหม่), มะเกลือเลือด (ราชบุรี), กะแลงแง็น (นราธิวาส), ขี้เหล็กคันชั่ง ขี้เหล็กแดง (ภาคเหนือ), ขี้เหล็กดง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ขี้เหล็กป่า (ภาคตะวันออกเฉียงใต้), กะแลงแงน ขี้เหล็กนางชี ขี้เหล็กเลือด ช้าขี้เหล็ก (ภาคใต้), ปี้ตะขะ (ละว้า-เชียงใหม่), แมะขี้เหละที แมะแคะแหล่ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮองสอน), จี้ลีหลอย (เงี้ยว-แม่ฮองสอน) เป็นต้น


ลักษณะของขี้เหล็กเลือด

ต้นขี้เหล็กเลือด จัดเป็นพรรณไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีลักษณะคล้ายขี้เหล็กบ้าน ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 8-15 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลเข้ม ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลหรือสีเหลืองถึงสีเหลืองทองขึ้นปกคลุม ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เจริญเติบโตได้ในดินทั่วไป มีเขตการกระจายพันธุ์กว้าง พบได้ตั้งแต่ศรีลังกา พม่า กัมพูชา ลาว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ส่วนในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าราบ ป่าผลัดใบ ชายป่าที่แห้งแล้ง สองข้างถนน หรือบางครั้งพบขึ้นตามเขาหินปูน
ใบขี้เหล็กเลือด ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกตรงข้ามกัน มีใบย่อยประมาณ 10-20 คู่ แกนกลางยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่ม ก้านใบประกอบยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบแหลมสั้น ๆ หรือเป็นติ่ง โคนใบมนหรือกลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2-6 เซนติเมตร แผ่นใบเกลี้ยงหรือมีขนสั้นนุ่มทั้งสองด้านของแผ่นใบ ก้านใบย่อยสั้น ท้องใบเป็นสีแดง มีหูใบเป็นรูปติ่งหู ขนาดประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร
ดอกขี้เหล็กเลือด ออกดอกเป็นช่อแยกแขนงแบบหลวม ๆ โดยจะออกตามซอกใบ ยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร เกลี้ยงหรือมีขน ใบประดับเป็นรูปไข่ ปลายแหลม ยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร หลุดร่วงได้ง่าย ก้านดอกย่อยยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่ม ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ปลายกลม ยาวไม่เท่ากัน โดยจะยาวประมาณ 0.7-1.5 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่มด้านนอก สำหรับกลีบดอกนั้นจะเป็นสีเหลืองสด กลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปวงรีหรือรูปไข่กลับ ยาวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร โคนกลีบดอกแหลม มีก้านกลีบสั้น ๆ ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน 2 อันมีขนาดใหญ่กว่า ก้านเกสรยาวประมาณ 2-4 มิลลิเมตร อับเรณูยาวประมาณ 8-10 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้อีก 5 อัน มีอับเรณูขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย อับเรณูมีช่องเปิดที่ปลาย เกสรเพศผู้ที่ลดรูปจะมี 3 อัน ขนาดยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร รังไข่และก้านเกสรเพศเมียเกลี้ยง ยอดเกสรมีขนาดเล็ก โดยจะออกดอกในช่วงประมาณเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม

ผลขี้เหล็กเลือด ผลมีลักษณะเป็นฝักขนาดเล็ก ฝักเป็นรูปแถบ แบน และเกลี้ยง ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-16 เซนติเมตร เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลเข้ม กระเปาะแตกได้ ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลหลายเมล็ด หรือประมาณ 10-30 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปรีแบนและเป็นมันวาว เมล็ดมีขนาดกว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 7 มิลลิเมตร โดยจะติดผลในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม

สรรพคุณของขี้เหล็กเลือด

แก่นมีรสขม ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงโลหิต (แก่น)
ใช้เป็นยาแก้กระษัย (แก่น)
ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (แก่น)
แก่นใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคสตรีที่มีโลหิตระดูเสีย เป็นยาล้างขับโลหิต (แก่น)
ใช้เป็นยาแก้ไตพิการ (แก่น)
เปลือกต้นมีรสขม ใช้เป็นยาแก้โรคหิด (เปลือกต้น)
ใช้เป็นยารักษาอาการปวดเอว แก้ปวดเมื่อย แก้เส้นปัตคาดบริเวณท้องน้อยและหน้าขาตึง (แก่น)
ประโยชน์ของขี้เหล็กเลือด
ใบอ่อนและดอกตูม ใช้รับประทานเป็นอาหารได้
ใช้ปลูกเป็นไม้เบิกนำ เจริญเติบโตได้ในดินทั่วไป ทนความแล้งได้ดี
ชาวขมุจะใช้เนื้อไม้หรือกิ่งนำมาใช้ในการก่อสร้าง ส่วนลำต้นนำไปใช้ทำฟืน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

สมุนไพรขี้หนอน

ขี้หนอน ชื่อวิทยาศาสตร์ Zollingeria dongnaiensis Pierre จัดอยู่ในวงศ์เงาะ (SAPINDACEAE)



สมุนไพรขี้หนอน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขี้มอด (ขอนแก่น, นครราชสีมา)
ลักษณะของขี้หนอน
ต้นขี้หนอน จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงของต้นประมาณ 20 เมตร เรือนยอดเป็นรูปไข่หรือเป็นพุ่มกลม โปร่ง เปลือกต้นด้านนอกเป็นสีเทาดำ เรียบ แตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ มีรูระบายอากาศสีน้ำตาลทั่วไป ส่วนเปลือกด้านในเป็นสีขาว ตามลำต้นหรือกิ่งไม้จะมีหนามยาว ๆ อยู่ประปราย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีเขตการกระจายพันธุ์ทั่วไปในป่าผลัดใบ ชายป่า ที่รกร้างและด้านหลังชายหาด ที่ความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 375 มิลลิเมตร

ใบขี้หนอน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ออกเรียงเวียนสลับ มีประมาณ 5-8 คู่ ใบย่อยออกเรียงตรงข้ามกัน หรือเยื้องกันเล็กน้อย ลักษณะของใบเป็นรูปรีหรือรูปขอบขนาน ปลายใบมนหรือสอบ โคนใบเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-6.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-16 เซนติเมตร หลังใบเป็นสีเขียวเป็นมัน ส่วนท้องใบมีขนสั้นนุ่ม แผ่นใบห่อเข้าเล็กน้อย เส้นแขนงใบมีข้างละประมาณ 7-9 เส้น ส่วนก้านใบย่อยยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร

ดอกขี้หนอน ออกดอกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงตามซอกใบค่อนไปทางปลายกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ดอกเป็นสีขาวหรือสีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ และเป็นแบบแยกเพศ กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียวมี 5 กลีบ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร ออกดอกในช่วงประมาณพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม ดอกมีพิษถ้ากินเข้าไปจะทำให้ตายได้

ผลขี้หนอน ผลเป็นผลแห้ง มีปีกยาว 3 ปีก เรียงตามยาว ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลอ่อน เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร ผลจะแก่ในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม


สรรพคุณของขี้หนอน

ด่างไม้ใช้เป็นยาแก้โรคกระษัย (ด่างไม้)
เปลือกใช้เป็นยาแก้ไข้ ดับพิษร้อน แก้หวัดคัดจมูก ด้วยการนำเปลือกมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำมาแช่กับน้ำตีให้เป็นฟองสีขาว แล้วใช้ฟองนั้นสุมหรือพอกศีรษะเด็ก (เปลือกต้น)
ใช้เป็นยาแก้หวัด คัดจมูก (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
เปลือกใช้ผสมเป็นยาเขียวแก้ร้อนใน (เปลือก)
ใบใช้เป็นยาแก้ร้อน (ใบ)
ด่างไม้ใช้เป็นยาแก้นิ่ว ขับปัสสาวะ (ด่างไม้)
ใช้เป็นยาขับมุตกิดของสตรี (ด่างไม้)


ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของขี้หนอน

ขี้หนอนมีฤทธิ์ลดความดันโลหิต ไม่พบความเป็นพิษ เมื่อให้สารสกัดจากใบด้วยเอทานอลและน้ำในขนาด 10 กรัมต่อกิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าใต้ผิวหนัง
สมุนไพรชนิดนี้มีความเป็นพิษเช่นเดียวกับมะคำดีควาย คือ เป็นพิษต่อสัตว์เลือดอุ่น ถ้ากิน Saponin จะทำให้อาเจียนและท้องร่วง ถ้านำมาฉีดเข้าเส้นเลือดจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก (ศาสตราจารย์พเยาว์ เหมือนวงษ์ญาติ)
ประโยชน์ของขี้หนอน
ยอดอ่อนใช้รับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก
ฟองที่ได้จากเปลือกนั้นสามารถนำมาล้างเครื่องเพชรได้เช่นเดียวกับมะคำดีควาย และยังสามารถนำมาใช้ซักผ้าได้อีกด้วย
ผลใช้ทำเป็นเครื่องประดับ
ในด้านการเป็นไม้ประดับ ต้นขี้หนอนจัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีพุ่มใบหนา เรือนยอดค่อนข้างกลม สามารถปลูกเพื่อให้ร่มเงาได้ดี เมื่อผลัดใบแล้วจะออกดอกขาวบานสะพรั่ง ปลูกได้ง่ายและโตเร็ว ใช้พื้นที่ปลูกเพียง 3x3 เมตร
ในด้านการเป็นไม้ฟืนหรือถ่านไม้ เป็นฟืนที่ให้ความร้อน 4,543 แคลอรี/กรัม เป็นถ่านไม้ที่ให้ความร้อนถึง 6,989 แคลอรี/กรัม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Tuesday, April 2, 2019

สมุนไพรขี้ครอก

ขี้ครอก ชื่อสามัญ Caesar weed, Hibiscus burr, Jute africain

ขี้ครอก ชื่อวิทยาศาสตร์ Urena lobata L. จัดอยู่ในวงศ์ชบา (MALVACEAE)
 มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ชบาป่า (น่าน), ขี้หมู (นครราชสีมา), ขมงดง (สุโขทัย), ปอเส้ง (ปัตตานี), หญ้าผมยุ่ง หญ้าอียู ขี้คาก (ภาคเหนือ, ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), ขี้ครอก (ภาคกลาง), ปอเส็ง เส็ง เส้ง ปูลู (ภาคใต้), หญ้าหัวยุ่ง (ชาน-แม่ฮ่องสอน), บอเทอ ปะเทาะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ปูลุ (มลายู-นราธิวาส), ทอมทัก (ลั้วะ), ซัวโบ๋เท้า (จีน), ตี้เถาฮวา (จีนกลาง) เป็นต้น



ลักษณะของขี้ครอก

ต้นขี้ครอก จัดเป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรง สูงได้ประมาณ 0.5-2 เมตร เปลือกเหนียว ลำต้นเป็นสีเขียวแกมเทา ตามลำต้นและกิ่งก้านมีขนลักษณะเป็นรูปดาวปกคลุมทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย ชอบความชื้นปานกลางและแสงแดดแบบเต็มวัน มักขึ้นตามป่าราบและที่ลุ่มรกร้างทั่วไป และมีปลูกมากตามสวนยาจีนทั่วไป
ต้นขี้ครอก

ใบขี้ครอก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ใบที่อยู่บริเวณโคนต้นจะมีลักษณะค่อนข้างกลม มีขนาดกว้างประมาณ 5-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร ปลายแยกออกเป็นแฉกตื้น ๆ 3 แฉก โคนใบกลมหรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ส่วนใบที่อยู่บริเวณกึ่งกลางของลำต้นจะมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 3-6.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร และใบที่อยู่ส่วนยอดหรือใกล้ยอดจะเป็นรูปกลมยาวถึงรูปใบหอก มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ผิวใบด้านบนมีขนนุ่ม ส่วนด้านล่างมีขนรูปดาวสีขาวอมเทา ท้องใบด้านล่างจะมีสีอ่อนกว่าหลังด้านบนใบ มีเส้นใบ 3-7 เส้น ก้านใบยาวประมาณ 1-4 เซนติเมตร มีขนรูปดาวสีขาวอมเทา หูใบคล้ายเส้นด้าย ยาวได้ประมาณ 2 มิลลิเมตร หลุดร่วงได้ง่าย

ดอกขี้ครอก ออกดอกเดี่ยวรูปไข่กลม ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร หรือออกเป็นกระจุกตามซอกใบประมาณ 2-3 ดอก ริ้วประดับติดกันเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 แฉก ยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 5 แฉก มีขนาดสั้นกว่าริ้วประดับ ทั้งกลีบเลี้ยงและริ้วประดับจะมีขนรูปดาวขึ้นปกคลุม ส่วนกลีบดอกเป็นสีชมพูมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กลับ ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ด้านนอกมีขนรูปดาวขึ้นปกคลุม ตรงกลางดอกเป็นสีชมพูเข้มถึงสีแดง ตรงกลางมีเกสรเพศผู้จำนวนมาก ติดกันเป็นหลอดยาวประมาณ 15 มิลลิเมตร เกลี้ยง อับเรณูมีจำนวนมากติดรอบหลอด รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ อยู่ภายในหลอดเกสรเพศผู้ มีอยู่ 5 ช่อง ในแต่ละช่องจะมีไข่อ่อน 1 หน่วย และมีเกสรเพศเมียเป็นรูปทรงกระบอก ก้านเรียวเล็ก ยาวพ้นหลอดเกสรเพศผู้ แตกเป็น 10 แฉก มีขนแข็งขึ้นประปราย เมื่อดอกบานจะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร ก้านดอกยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร มีขน

ผลขี้ครอก ผลมีลักษณะกลมหรือรูปกลมแป้น มีขนรูปดาวขึ้นปกคลุม ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ผิวผลมีหนามแข็งสั้นหัวลูกศรและมีน้ำเหนียวติด เมื่อผลแห้งจะแตกออกได้เป็นพู 5 พู แต่ละพูจะมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปไตสีน้ำตาล มีขนาดกว้างประมาณ 2-2.5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตรสำหรับวิธีการป้องกันและกำจัดจะใช้วิธีการเขตกรรม โดยการถากหรือตัดให้สั้นลงเพื่อไม่ให้ออกดอก หรือขุดทิ้ง และใช้สารเคมีต่าง ๆ เช่น โดเรมี, อามีทรีน, ทัชดาวน์, ไกลโพเซต 16 เป็นต้น

สรรพคุณของขี้ครอก

รากขี้ครอกใช้รับประทานเป็นยาเย็น มีสรรพคุณเป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ทั้งปวง (ราก)
ใช้เป็นยากระจายเลือดลม (ต้น, ราก, ใบ)
ใช้เป็นยาแก้ไข้หวัดตัวร้อน รักษาอาการไอเป็นเลือด (ต้น, ราก,ใบ)
ตำรายาไทยจะใช้ใบขี้ครอก นำมาต้มกับน้ำจิบแก้ไอ ขับเสมหะ ดับพิษเสมหะ (ใบ)
ใช้เป็นยาแก้บิด รักษาโรคบิดเฉียบพลัน ด้วยการใช้รากสด 500 กรัม นำมาล้างให้สะอาด หั่นเป็นแว่น ๆ ต้มกับน้ำ 1,000 ซีซี โดยต้มจนเหลือน้ำ 500 ซีซี ใช้แบ่งรับประทาน ในเด็กอายุ 1-3 ขวบ ให้รับประทานวันละ 80 ซีซี เด็กอายุ 4-9 ปี ให้รับประทานวันละ 200 ซีซี ส่วนเด็กอายุ 16 ปีขึ้นไป ให้รับประทานวันละ 250 ซีซี โดยแบ่งรับประทานวันละ 2 ครั้ง (ราก)
ต้นและใบใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ (ต้นและใบ, ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาแก้นิ่ว (ต้น, ราก, ใบ)
ใช้เป็นยาแก้มุตกิด ตกขาวของสตรี (ต้น, ราก, ใบ)
ตำรายาพื้นบ้านจะใช้รากขี้ครอกผสมกับสมุนไพรอื่น เช่น รากพญาดง ในปริมาณเท่ากัน นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มเคี่ยว ใช้ดื่มแก้หนองใน (ราก)
ต้นและใบใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไตพิการ แก้พิษน้ำเหลืองเสีย (ต้นและใบ, ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้ตำพอกเป็นยาห้ามเลือด ช่วยสมานแผลสด (ทั้งต้น)
ทั้งต้นใช้ตำพอกแก้ฟกช้ำดำเขียว แก้ฝี แก้ฝีเท้านม แก้พิษงู (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยาขับลมชื้นในร่างกาย (ต้น, ราก, ใบ)
ใช้เป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามร่างกายเนื่องจากลมชื้นเข้าแทรก (ต้น, ราก, ใบ)
รากใช้เป็นยาพอกแก้โรคปวดข้อ (ราก)
ขนาดและวิธีใช้ : การใช้ตาม  รากแห้งให้ใช้ครั้งละ 15-30 กรัม ใบและต้นแห้งให้ใช้ครั้งละ 15-30 กรัม ส่วนทั้งต้นสดนำมาตำพอกบริเวณที่ต้องการ โดยใช้ประมาณ 30-60 กรัมต่อหนึ่งครั้ง


ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของขี้ครอก

สารที่พบ ได้แก่ สารพวก Phenols, Amino acid, Glucolin 21.92% และในเมล็ดพบน้ำมัน 13-14%
สารสกัดจากทั้งต้นด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดความดันโลหิตและลดไข้ในสัตว์ทดลอง
สารสกัดจากราก ผล และใบขี้ครอก มีฤทธิ์ต้านการเจริญของเชื้อรา
สารสกัดจากเมล็ดขี้ครอกด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ต้านการเจริญของเชื้อราได้ดีมาก
ประโยชน์ของขี้ครอก
ชาวลั้วะจะใช้ลำต้นของขี้ครอกนำมาทำเป็นไม้กวาด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

Monday, April 1, 2019

สมุนไพรขี้ไก่ย่าน

ขี้ไก่ย่าน ชื่อสามัญ Mile a minute, African mile a minute


ขี้ไก่ย่าน ชื่อวิทยาศาสตร์ Mikania cordata (Burm.f.) B.L.Rob. จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE)
มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขี้เหล็กย่าน (นราธิวาส), สาลาปุ๊ตูโงะ (มลายู-นราธิวาส) เป็นต้น

ลักษณะของขี้ไก่ย่าน
ต้นขี้ไก่ย่าน จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกเลื้อย มักขึ้นเป็นพุ่มพันกันยุ่งขึ้นคลุมพืชอื่นค่อนข้างแน่น ลำต้นมีความสูงได้ประมาณ 7 เมตร มีขนเกลี้ยงหรือมีขนนุ่มเล็กน้อย พรรณไม้ชนิดนี้มักขึ้นตามชายป่า ตามสองข้างทาง และตามบริเวณป่านุ่น จัดเป็นวัชพืชที่เจริญได้ดีในเขตร้อน


ใบขี้ไก่ย่าน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปหัวใจ ส่วนขอบใบค่อนข้างจักเป็นซี่ฟันหยาบ ๆ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-10 เซนติเมตร ผิวใบค่อนข้างเกลี้ยงหรือมีขนนุ่มกระจายทั้งสองด้าน ด้านล่างมีต่อมเล็กน้อย ก้านใบเรียวเล็ก ยาวได้ประมาณ 1-6 เซนติเมตร

ดอกขี้ไก่ย่าน ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ริ้วประดับบาง ค่อนข้างจะโปร่งใส กลีบดอกเป็นสีขาวแกมเขียว ยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกออกเป็นแฉก 5 แฉก เกสรเพศผู้มี 5 อัน อับเรณูเป็นสีเทาอมน้ำเงินอ่อนหรือเป็นสีดำอมเทา เกสรเพศเมียมีท่อเป็นสีขาว ปลายบิดโค้งแยกเป็น 2 แฉก ออกดอกในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน


ผลขี้ไก่ย่าน ลักษณะของผลเป็นรูปขอบขนานแคบ ยาวประมาณ 3-3.5 มิลลิเมตร ผลมีต่อมรยางค์แข็งจำนวนมาก ผลอ่อนเป็นสีขาว ถ้าแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลเข้ม

สรรพคุณของขี้ไก่ย่าน
ใบใช้ตำพอกตามบาดแผลหรือแผลบวม (ใบ)
ใบใช้ตำพอกรักษาโรคหิด (ใบ)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com